การตลาด

Facebook Ads กับ Google Ads ต่างกันอย่างไร ธุรกิจควรเริ่มที่ไหน

Facebook Ads กับ Google Ads ต่างกันที่เจตนาของคนเห็นโฆษณา บทความนี้ช่วยเลือกช่องทางให้เหมาะกับธุรกิจ วิธีคิดงบเริ่มต้น และทำไมต้องมีหน้าเว็บรองรับ

TUMWEBSITEอ่าน 4 นาที

Facebook Ads กับ Google Ads ต่างกันอย่างไร ธุรกิจควรเริ่มที่ไหน

เจ้าของธุรกิจที่อยากเริ่มยิงโฆษณามักติดคำถามเดียวกัน คือ Facebook Ads กับ Google Ads ควรเลือกอันไหน หลายคนเลือกตามที่คนรอบตัวใช้ แล้วผิดหวังเพราะช่องทางไม่ตรงกับธุรกิจ บทความนี้อธิบายความต่างที่สำคัญที่สุด และวิธีคิดเพื่อเลือกให้เหมาะกับคุณ

ความต่างหลัก: คนกำลังค้นหา หรือคนกำลังเลื่อนฟีด

ความต่างที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ราคา แต่คือเจตนาของคนที่เห็นโฆษณา

  • Google Ads (โฆษณาบนผลค้นหา) แสดงตอนคนพิมพ์หาสิ่งที่ต้องการ เช่น "ซ่อมแอร์ด่วน" หรือ "คลินิกจัดฟัน ราคา" คนกลุ่มนี้มีความต้องการอยู่แล้ว คุณแค่ต้องไปอยู่ตรงหน้าเขาตอนนั้น
  • Facebook Ads (และ Instagram) แสดงตอนคนเลื่อนฟีดดูเพื่อนและคอนเทนต์ เขาไม่ได้กำลังหาสินค้าของคุณ โฆษณาต้องสะดุดตาและสร้างความอยากขึ้นมาเอง แต่เลือกกลุ่มเป้าหมายตามความสนใจ อายุ และพื้นที่ได้ละเอียด

พูดง่าย ๆ คือ Google จับความต้องการที่มีอยู่แล้ว Facebook สร้างความต้องการใหม่

ประเด็น Google Ads (ค้นหา) Facebook Ads
คนเห็นโฆษณาตอน กำลังค้นหาสิ่งที่ต้องการ กำลังเลื่อนดูฟีด
จุดแข็ง ได้คนที่พร้อมซื้อหรือพร้อมติดต่อ สร้างการรับรู้ เข้าถึงคนที่ยังไม่รู้จักคุณ
สิ่งที่ต้องเตรียม คำค้นที่ตรง หน้าเว็บที่ตอบคำค้นนั้น รูปหรือวิดีโอที่ดึงดูด ข้อความสั้นที่ชัด
เหมาะกับสินค้า ที่คนรู้ว่าต้องการแล้วค้นหา ที่เห็นแล้วอยากได้ ตัดสินใจจากภาพ
วัดผล คำค้นไหนพาลูกค้ามา กลุ่มเป้าหมายและชิ้นงานไหนได้ผล

ธุรกิจแบบไหนเหมาะกับช่องทางไหน

เหมาะกับ Google Ads ก่อน

  • บริการที่คนค้นหาเมื่อมีปัญหา เช่น ช่างซ่อม ทนาย ขนย้าย บริการเร่งด่วน
  • คลินิกและบริการสุขภาพที่คนค้นหาชื่อหัตถการพร้อมพื้นที่
  • ธุรกิจ B2B ที่ผู้ซื้อค้นหาผู้ให้บริการเพื่อเทียบราคา

เหมาะกับ Facebook Ads ก่อน

  • สินค้าแฟชั่น ของตกแต่ง อาหาร ที่ตัดสินใจจากรูป
  • สินค้าใหม่ที่คนยังไม่รู้ว่ามีอยู่ จึงไม่มีใครค้นหา
  • ร้านที่อยากเข้าถึงคนในพื้นที่ใกล้ร้าน ด้วยโปรโมชันหรือเมนูใหม่

หลายธุรกิจใช้ทั้งสองช่องทางร่วมกัน เช่น ใช้ Facebook สร้างการรู้จัก แล้วใช้ Google เก็บคนที่ค้นหาชื่อแบรนด์หรือบริการภายหลัง แต่ถ้างบจำกัด เริ่มจากช่องทางเดียวที่ตรงกับพฤติกรรมลูกค้าที่สุด แล้วค่อยขยาย

คิดงบเริ่มต้นอย่างไร

ต้นทุนต่อคลิกของทั้งสองช่องทางขึ้นกับการแข่งขันในอุตสาหกรรม พื้นที่ และช่วงเวลา จึงไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ แทนที่จะถามว่า "ต้องใช้กี่บาท" ให้คิดย้อนจากเป้าหมาย

  1. ลูกค้าหนึ่งรายมีค่าเท่าไร ดูจากกำไรต่อการขายหรือมูลค่าที่ลูกค้าซื้อซ้ำ
  2. ยอมจ่ายเพื่อได้ลูกค้าหนึ่งรายได้สูงสุดเท่าไร ตัวเลขนี้คือเพดานที่โฆษณาต้องทำได้ต่ำกว่า
  3. ตั้งงบทดลองที่เสียได้ ใช้ระยะเวลาทดลองพอให้ระบบเก็บข้อมูลได้ เช่น 2–4 สัปดาห์ อย่าตัดสินจากผลไม่กี่วัน
  4. ดูผลแล้วค่อยเพิ่มหรือหยุด เพิ่มงบกับแคมเปญที่ได้ลูกค้าในต้นทุนที่รับได้ หยุดที่ไม่ได้ผล

ทั้งหมดนี้ทำได้ก็ต่อเมื่อคุณวัดได้ว่าโฆษณาพาคนมาติดต่อจริงกี่ราย ไม่ใช่แค่คลิกกี่ครั้ง ดูวิธีตั้งค่าการวัดผลได้ใน Google Analytics 4 สำหรับเจ้าของธุรกิจ

ทำไมต้องมีหน้าเว็บรองรับ

ไม่ว่าจะเลือกช่องทางไหน โฆษณาทำหน้าที่แค่พาคนมา สิ่งที่ทำให้คนตัดสินใจติดต่อคือหน้าที่เขาไปถึงหลังคลิก ถ้าคลิกแล้วไปเจอหน้าแรกที่ต้องหาข้อมูลเอง หรือเพจที่ไม่มีราคาและวิธีติดต่อ งบที่จ่ายไปก็สูญเปล่า

หน้าที่รองรับโฆษณาได้ดีควรมี

  • หัวข้อที่ตรงกับข้อความในโฆษณา คนคลิกมาแล้วรู้ทันทีว่ามาถูกที่
  • ข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจ เช่น ราคาเริ่มต้น สิ่งที่ได้รับ ผลงานหรือรีวิวจริง
  • ปุ่มติดต่อที่เห็นชัด กดได้ทันทีบนมือถือ
  • โหลดเร็ว เพราะคนจากโฆษณาส่วนใหญ่เปิดบนมือถือ

สำหรับแคมเปญเฉพาะ หน้า Landing Page ที่ออกแบบมาเพื่อเป้าหมายเดียวมักได้ผลดีกว่าส่งไปหน้าแรก อ่านความต่างได้ใน Landing Page กับเว็บไซต์ต่างกันอย่างไร

สรุป

Facebook Ads กับ Google Ads ไม่ได้มีช่องทางไหนดีกว่ากันเสมอ Google เหมาะเมื่อลูกค้ากำลังค้นหาสิ่งที่คุณขาย Facebook เหมาะเมื่อคุณต้องให้เขาเห็นแล้วเกิดความอยาก ให้เลือกจากพฤติกรรมลูกค้า คิดงบย้อนจากมูลค่าลูกค้าหนึ่งราย ทดลองให้นานพอ และเตรียมหน้าเว็บรองรับก่อนเริ่มยิง หากต้องการคนช่วยวางแผนทั้งโฆษณาและหน้าเว็บ ดู บริการการตลาดออนไลน์ ของเรา

อยากเริ่มยิงโฆษณาแต่ยังไม่มีหน้าเว็บรองรับ ปรึกษาเราฟรี

  • #Facebook Ads
  • #Google Ads
  • #โฆษณาออนไลน์
  • #งบโฆษณา