หลายเว็บเขียนเนื้อหาด้วยคำที่เจ้าของธุรกิจใช้ แต่ลูกค้าไม่ได้ค้นด้วยคำนั้น ผลคือเนื้อหาดีแต่ไม่มีใครเจอ การ หาคีย์เวิร์ด ช่วยให้คุณรู้ว่าลูกค้าพิมพ์อะไรจริง บทความนี้สอนวิธีหาคำค้นด้วยเครื่องมือฟรี เลือกคำที่มีโอกาส และจับคู่คำกับหน้าเว็บ
คีย์เวิร์ดคืออะไร ทำไมต้องหา
คีย์เวิร์ดหรือคำค้น คือคำที่คนพิมพ์ลงใน Google เมื่อหาข้อมูล สินค้า หรือบริการ ถ้าหน้าเว็บของคุณพูดด้วยภาษาเดียวกับที่ลูกค้าค้น Google จะเข้าใจง่ายขึ้นว่าหน้านั้นตอบคำถามนั้น
ตัวอย่างที่เห็นบ่อย เจ้าของคลินิกเรียกบริการว่า "ทันตกรรมจัดฟันแบบใส" แต่ลูกค้าค้นว่า "จัดฟันใส ราคา" การหาคีย์เวิร์ดคือการฟังภาษาของลูกค้า ก่อนเขียน ถ้ายังไม่เข้าใจภาพรวมของ SEO อ่าน SEO คืออะไร ก่อนได้
ประเภทของคำค้นตามความตั้งใจ
ก่อนเลือกคำ ให้ดูว่าคนที่ค้นคำนั้นต้องการอะไร
| ความตั้งใจ | ตัวอย่างคำค้น | หน้าที่เหมาะ |
|---|---|---|
| หาข้อมูล | จัดฟันใสเจ็บไหม | บทความ |
| เปรียบเทียบ | จัดฟันใส กับ จัดฟันเหล็ก ต่างกันยังไง | บทความเปรียบเทียบ |
| พร้อมซื้อ | จัดฟันใส ราคา บางนา | หน้าบริการ หน้าราคา |
| หาแบรนด์ | ชื่อคลินิก + รีวิว | หน้าแรก หน้ารีวิว |
คำที่บอกความพร้อมซื้อมักมีคำว่า ราคา ใกล้ฉัน ชื่อพื้นที่ หรือ รีวิว ประกอบ คำเหล่านี้มีคนค้นน้อยกว่า แต่มีโอกาสเป็นลูกค้าสูงกว่า
4 เครื่องมือฟรีสำหรับหาคีย์เวิร์ด
1. Google autocomplete
พิมพ์คำหลักลงในช่องค้นหา Google แล้วดูคำที่ระบบแนะนำขึ้นมา คำเหล่านี้มาจากสิ่งที่คนค้นจริง ลองเติมตัวอักษรต่อท้าย หรือเติมคำอย่าง ราคา ที่ไหนดี ยังไง เพื่อดูคำแนะนำเพิ่ม
2. คำค้นที่เกี่ยวข้องและคำถามที่คนถาม
เลื่อนลงไปท้ายหน้าผลค้นหา จะเห็นคำค้นที่เกี่ยวข้อง และหลายครั้งจะเห็นกล่องคำถามที่คนมักถาม นี่คือแหล่งไอเดียหัวข้อบทความและหัวข้อย่อยที่ดีมาก
3. Google Search Console
ถ้าเว็บมีอยู่แล้ว Search Console บอกได้ว่าเว็บของคุณแสดงในผลค้นหาจากคำอะไรบ้าง เป็นข้อมูลจริงของเว็บคุณเอง ไม่ใช่การประมาณ คุณมักเจอคำที่ไม่เคยคิดว่าจะมีคนใช้ วิธีใช้งานอยู่ในคู่มือ Google Search Console
4. Google Keyword Planner
เครื่องมือในบัญชี Google Ads ใช้ได้โดยไม่ต้องลงโฆษณา ช่วยแนะนำคำที่เกี่ยวข้องและแสดงช่วงปริมาณการค้นหาโดยประมาณ ข้อมูลเป็นช่วงกว้างสำหรับบัญชีที่ไม่ได้ลงโฆษณา จึงเหมาะใช้เทียบว่าคำไหนมีคนค้นมากกว่ากัน มากกว่าดูตัวเลขแม่นยำ
เลือกคำยาวที่แข่งน้อย
คำสั้นอย่าง "ทำเว็บไซต์" มีคนค้นเยอะ แต่คู่แข่งก็เยอะ และความตั้งใจของผู้ค้นกว้างมาก ส่วนคำยาวอย่าง "ทำเว็บไซต์คลินิก ราคา" มีคนค้นน้อยกว่า แต่ชัดเจนว่าต้องการอะไร
สำหรับธุรกิจเล็ก คำยาวที่เฉพาะเจาะจงมักคุ้มกว่าคำสั้นที่แข่งสูง เพราะ
- แข่งกับเว็บใหญ่น้อยกว่า มีโอกาสขึ้นหน้าแรกได้จริงกว่า
- คนที่ค้นรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร โอกาสติดต่อสูงกว่า
- รวมหลายคำยาวเข้าด้วยกัน ก็ได้ผู้เข้าชมพอ ๆ กับคำสั้นคำเดียว
วิธีประเมินความแข่งขันแบบง่าย คือค้นคำนั้นแล้วดูหน้าแรก ถ้าเต็มไปด้วยเว็บใหญ่ระดับประเทศ อาจต้องเลือกคำที่เฉพาะกว่า ถ้าเห็นเว็บขนาดใกล้เคียงคุณ หรือเห็นเนื้อหาที่ยังตอบไม่ดี นั่นคือโอกาส
จับคู่คำกับหน้าเว็บ
หลังได้รายการคำ ให้จัดกลุ่มคำที่มีความหมายเดียวกัน แล้วกำหนดว่ากลุ่มไหนอยู่หน้าไหน
- รวมคำที่ความตั้งใจเดียวกันไว้กลุ่มเดียว เช่น "จัดฟันใส ราคา" กับ "จัดฟันใส กี่บาท"
- ให้ 1 กลุ่มคำ มีหน้าหลักรับผิดชอบเพียง 1 หน้า
- คำพร้อมซื้อไปที่หน้าบริการหรือหน้าราคา คำหาข้อมูลไปที่บทความ
- ใส่คำหลักในชื่อหน้า หัวข้อหลัก และย่อหน้าแรกอย่างเป็นธรรมชาติ
- ลิงก์จากบทความไปหน้าบริการที่เกี่ยวข้อง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือ ให้หลายหน้าแย่งคำเดียวกัน Google จะสับสนว่าควรแสดงหน้าไหน และสุดท้ายไม่มีหน้าไหนขึ้นดีเลย จดตารางง่าย ๆ ว่าคำไหนอยู่หน้าไหน จะช่วยป้องกันปัญหานี้
ถ้าต้องการให้ทีมช่วยวิเคราะห์คำค้นและวางโครงหน้าให้ตรงกับคำเหล่านั้น ดูรายละเอียดในบริการการตลาดออนไลน์
สรุป
การหาคีย์เวิร์ดคือการฟังว่าลูกค้าพิมพ์อะไรจริง ใช้เครื่องมือฟรีอย่าง Google autocomplete คำค้นที่เกี่ยวข้อง Search Console และ Keyword Planner ดูความตั้งใจของแต่ละคำ เลือกคำยาวที่แข่งน้อยแต่ตั้งใจซื้อ แล้วจับคู่ 1 กลุ่มคำกับ 1 หน้า ทำครั้งแรกให้ดี แล้วทบทวนทุกไม่กี่เดือนจากข้อมูลจริง
อยากได้รายการคีย์เวิร์ดสำหรับธุรกิจของคุณ ปรึกษาเราฟรี เราช่วยวางแผนว่าคำไหนควรอยู่หน้าไหน
